วันศุกร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2555

นิยามคำว่า "อย่า"

Don´t wait for a smile, to be nice.
อย่ารอคอยให้ได้รับรอยยิ้ม แล้วจึงทำดี
Don´t wait to be loved, to love.
อย่ารอคอยให้มีคนรัก แล้วจึงมอบความรักให้ผู้อื่น

Don´t wait to be lonely, to recognize the value of a friend.
อย่ารอคอยจนกลายเป็นคนโดดเดี่ยว แล้วจึงเห็นคุณค่าของเพื่อน
Don´t wait for the best job, to begin to work.
อย่ารอคอยให้ได้งานที่ดีที่สุด แล้วจึงเริ่มทำงาน
Don´t wait to have a lot, to share a bit.
อย่ารอคอยให้มีมากๆ แล้วจึงเริ่มแบ่งปันเพียงน้อยนิ
Don´t wait for the fall, to remember the advice.
อย่ารอคอยจนพบความล้มเหลว แล้วจึงจดจำคำแนะนำของผู้อื่น

Don´t wait for pair, to believe in prayer.
อย่ารอคอยจนพบเนื้อคู่ แล้วจึงเชื่อในคำอธิษฐาน
Don´t wait to have time, to be able to serve.
อย่ารอคอยให้มีเวลา ...แล้วจึงทำประโยชน์
Don´t wait for anybody else pain, to ask for apologies.... neither seperation to make it up.
อย่ารอคอยให้คนอื่นเจ็บปวดเสียก่อนแล้วจึงขอโทษหรือต้องเลิกคบกันก่อน แล้วจึงหวนมาคืนดี
Don´t wait.......Because you don´t know how long it will takes.
อย่ารอคอย.... เพราะคุณไม่รู้ว่ามันจะต้องใช้เวลานานเท่าใด
---------------------------------------------------

ชอบประโยคนี้จัง
อย่ารอคอยให้คนอื่นเจ็บปวดเสียก่อนแล้วจึงขอโทษหรือต้องเลิกคบกันก่อน แล้วจึงหวนมาคืนดี

นั่นสินะ...ทำไมคนเราต้องรอให้อีกคนรู้สึก จนทนไม่ได้ก่อน ถึงจะรู้ว่า
อะไรควรทำ หรือไม่ควรทำ จะแกล้ง จะแหย่เล่น กับความรู้สึกของคนอื่น
บางเรื่อง...เค้ารู้สึกมันเป็นเรื่องดีนะ...เพราะนั่นหมายความว่า "แคร์"
แต่...ถ้าถึงที่สุดแล้ว...คุณทำอะไร...เค้าก็ไม่สนใจแล้วนี่สิ...ถึงจะชอบใช่ม่ะ



























การเปรียบเทียบ

การเปรียบเทียบ   

ทำไมคนเราถึงจะต้องนำอีกคนไปเปรียบเทียบกับอีกคนนะ ????

แต่ละคน...มีข้อดี ข้อเสีย ต่างกันไม่ใช่หรือ ???

ใครล่ะที่จะชอบ...การเปรียบเทียบ ???

แล้วทำไมต้องเปรียบเทียบ ???

เพื่อจะหาอะไร...???

เพื่อต้องการอะไร??

ต้องการหาคนที่ดีที่สุดสำหรับตัวเองหรือไง ???

หรือต้องการแค่เพื่อน ???

ถ้าเป็นเพื่อน เงื่อนไขมันเยอะขนาดนั้นเลยหรือ ???

คนเรามีข้อดี ข้อเสีย ต่างกัน ใช่มั๊ย???

เลือกคบแต่เฉพาะส่วนที่ดีที่เขามีอยู่ไม่ได้หรือ???

ส่วนที่เสียถ้าข้ามได้ มองผ่านได้ ก็มองข้ามกันไปไม่ได้หรือ ???

ถ้าไม่ได้...ก็จบกันไป

แต่ถ้าข้ามได้...เราก็ยังจะมีเพื่อนอยู่ใช่ไหม ???

เขียนมาถึงตรงนี้ก็งง ???

จบดีกว่า 555555

วันพุธที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2554

“วุ้นสังขยา”



เครดิต: www.ezythaicooking.com


ส่วนผสม
* วุ้นผง 10 กรัม
* น้ำลอยดอกมะลิ 450 กรัม
* น้ำตาลทราย 150 กรัม
* หัวกะทิ 100 กรัม
* ไข่ไก่ 2 ฟอง
* ใบเตย

วิธีทีละขั้นตอน
1. ผสมหัวกะทิกับน้ำตาลและไข่ไก่ โดยใช้ใบเตยขยำให้ส่วนผสมเข้ากัน และน้ำตาลละลาย จากนั้นนำไป กรองด้วยผ้าขาวบางเพื่อเอาสิ่งสกปรกออก

2. ตั้งกระทะทองเหลืองบนไฟอ่อนๆ ใส่น้ำลอยดอกมะลิและวุ้นผงลงไป คนจนละลายเข้ากันดี จากนั้นจึง ใส่ส่วนผสมไข่กะทิ (ที่เตรียมไว้ในขั้นตอนที่ 1 ลงไป) เร่งไฟให้แรงขึ้น รอจนส่วนผสมเดือด คนส่วนผสม ต่อเนื่องจนวุ้นมีลักษณะเหนียวเป็นยางมะตูม จึงปิดไฟ

3. เทส่วนผสมวุ้นสังขยาลงในแบบหรือพิมพ์ที่เตรียมไว้ ทิ้งไว้ให้หายร้อนสักพัก จึงใส่ตู้เย็น

‎4. เคาะวุ้นออกจากแบบ จัดใส่จานเสริฟ พร้อมรับประทานได้ทันที (ถ้ายังไม่รับประทาน ควรเก็บ ไว้ในตู้เย็นก่อน